Beauty & Wellness Living

กล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาท รักษาผิด…เจ็บตัวฟรี!

กล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาท

รูปแบบการทำงานของคนเมืองที่หยุดนิ่งอยู่กับที่เพราะต้องนั่งทำงานในสำนักงาน รวมทั้งการที่ต้องนั่งขับรถท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดเป็นประจำ จนแทบไม่มีเวลาสำหรับการออกกำลังกายขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อกว่า 600 มัดที่มีอยู่

ใครจะคิดว่าพฤติกรรมปกติธรรมดาเช่นนี้จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคอย่าง “กล้ามเนื้อตะโพกหนีบเส้นประสาท”

อาการปวดตามบ่า ไหล่ ตะโพกที่ค่อย ๆ ขยายวงกว้างขึ้นจนไปถึงปลายมือ ปลายเท้า ไม่ว่าจะกินยาขนานใดก็ ไม่มีทีท่าว่าจะหายขาดนั้น คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นสาเหตุมาจากกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะคนไข้บางรายที่ตรงไปพบแพทย์ด้วยอาการที่ว่าอาจจะพบความผิดปกติของหมอนรองกระดูกสันหลังที่อาจเกิดขึ้นตามวัยด้วย บางรายยอมที่จะเจ็บตัวกับการผ่าตัดทว่าอาการของโรคก็ดูเหมือนจะยังไม่หายไป

“ผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดรุนแรง กว่าโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เสียอีก นอนตอนกลางคืนจะปวดมากจนนอนไม่หลับ เวลาเปลี่ยนท่า อย่างการเดินแรก ๆ มักจะปวดตะโพกลงขา แต่พอเดิน ๆ ไประยะหนึ่งจะค่อย ๆ หายปวดขา ถ้าเป็นที่กล้ามเนื้อต้นคอ เวลาขยับกล้ามเนื้อคอจะมีอาการปวดเสียวอย่างแรงเหมือนไฟฟ้าช็อตไปที่แขนได้ ซึ่งอาการนี้คล้ายคลึงกับในโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมาก” น.อ.นพ.ทายาท บูรณกาล ผู้อำนวยการศูนย์รวมการรักษากระดูกสันหลัง โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุ

อาการของโรคที่ใกล้เคียงกันมากนั้นแม้แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดกระดูกสันหลัง บางครั้งก็อาจจะไม่สามารถแยกความแตกต่างของทั้งสองโรคได้ 100% และนั่นนำมาซึ่งการรักษาที่ไม่ ตรงจุด

โรคกล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาทนั้นจะมีอาการปวดร้าว และ ชาไปตามแขน หรือขา มีลักษณะอาการคล้ายกับโรคหมอนรอง กระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาทมาก

“ถ้าซักประวัติให้ละเอียดจะพบว่า ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อนี้มักจะมีอาการปวดบริเวณตะโพกนำมาก่อน และค่อย ๆ ลามลงชาไปจนถึงปลายเท้า หรือปวดบริเวณคอ หัวไหล่ แล้วค่อย ๆ ลามไปถึงปลายแขน”

ความคล้ายคลึงกันของทั้งสองโรคทำให้การวินิจฉัยโดยการทำเอ็มอาร์ไออาจไม่เพียงพอ ไม่เพียงเท่านั้นบางครั้งยังพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคทั้งสองพร้อมกันด้วย ดังนั้นการรักษาด้วยการผ่าตัดให้กับผู้ป่วยที่มีอาการปวดอย่างรุนแรงโดยด่วนจึงยังไม่ใช่ทางออก เพราะการผ่าตัดไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อที่รัดแน่นอยู่คลายตัว

“กล้ามเนื้อของมนุษย์เปรียบเสมือนเป็นมอเตอร์ให้ร่างกายขับเคลื่อนไปได้ โดยทำงานตลอดเวลาไม่มีพัก จึงไม่แปลกที่กล้ามเนื้อเหล่านี้จะมีอาการป่วย โดยส่งสัญญาณเป็นอาการปวดร้าวตามร่างกายส่วนต่าง ๆ แต่โชคร้ายที่เราไม่สามารถแสดงอาการป่วยของกล้ามเนื้อนี้ได้จากการเอกซเรย์ หรือเอ็มอาร์ไอ เมื่อกล้ามเนื้อส่วนที่มีเส้นประสาททอดผ่านมีการยืดหยุ่นน้อยลง มีการเกร็งหนีบเส้นประสาทไว้ก็จะส่งผลให้มีอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาทนั้นได้” พญ.สุชีลา จิตสาโรจิตโต ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ระบุ

ผู้ป่วยที่เคยเข้ารับการรักษา พบว่า จะมีอาการชาที่ฝ่าเท้า น่อง หรือปลายนิ้วเท้า ไม่เลือกเวลา เป็น ๆ หาย ๆ บางทีก็เป็นหนัก บางทีก็หายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ เชื่อกันว่าอาการนี้เกิดจากการที่กล้ามเนื้อที่เกิดการอักเสบส่งความรู้สึกประหลาดนี้มาที่ขาได้

บางรายเวลานั่งนาน ๆ จะมีอาการปวดที่แก้มก้น หรือเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งเป็นยืน หรือเริ่มก้าวเดินแรก ๆ จะปวดที่ก้น ผู้ป่วยบางรายที่เป็นมาก ๆ จะมีอาการชาหรือเสียวเวลาถูกลมเบา ๆ หรือถูกสัมผัสเบา ๆ มีความรู้สึกซู่ซ่าที่น่องหรือปลายเท้า รู้สึกเย็น ๆ มีขนลุกซู่เป็นครั้งคราว เรียกอาการนี้ว่า อัลโลไดเนีย (allodynia) คือ ไวต่อสิ่งสัมผัสมากเกินไป

ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงมากนักสามารถรักษาได้โดยการทำกายภาพบำบัดเพื่อลดอาการปวด ไปจนถึงการคลายกล้ามเนื้อ อาทิ การใช้ความร้อนทั้งแบบพื้นผิว หรือแบบลึกไปสู่กล้ามเนื้อชั้นลึก การใช้ไฟฟ้ากระตุ้น หรือการฝังเข็มให้กล้ามเนื้อคลายตัว แต่ต้องอยู่ในความควบคุมของผู้เชี่ยวชาญ

บางครั้งอาการปวดจากกล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาทมีความรุนแรงมากจนผู้ป่วยแทบทนไม่ไหว จนต้องพึ่งพาแพทย์เฉพาะทางด้านระงับปวดให้มีส่วนช่วยในการดูแลผู้ที่มีอาการปวดรุนแรง โดยใช้การฉีดยาเฉพาะที่เข้ารอบ ๆ เส้นประสาทและกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง นอกจากนี้ยังมีการนำเทคนิคทั้งการใช้อัลตราซาวด์และการใช้ไฟฟ้ากระตุ้น เพื่อทำให้การหาตำแหน่งมีความแม่นยำมากขึ้น

ทว่าโรคกล้ามเนื้อนี้ยังไม่มีการรักษาใดที่ทำให้หายได้โดยทันที ต้องอาศัยระยะเวลาในการรักษาระยะหนึ่ง เพื่อที่จะทำให้กล้ามเนื้อที่ตึงตัวหนีบเส้นประสาทอยู่นั้นคลายตัวได้ถาวร และการผ่าตัดก็ไม่ใช่ทางออกสำหรับโรคนี้ด้วยเช่นกัน

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ / เดลินิวส์

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.